Taona-talon-eat

เจ็ดโมง ตื่นแบบไม่อยากตื่นเลยจริงๆ ขี้เกียจชะมัด  ในห้องมืดจนเหมือนยังไม่สว่าง  แต่พอเปิดม่านออก  แดดเปรี้ยง เสียบเข้ากลางหน้าผาก  ต้องอาบน้ำแล้วสิเรา

แต่งตัวเสร็จก็รีบวิ่งลงไปก่อนเลย  พอไปถึง ที่โต๊ะมีเพื่อนลงมาแล้วสามคน  ยังเหลือคุณ กับพี่ๆอีกสองคน ที่ยังไม่ลงมา  ถ้าให้เดา คุณต้องลงมาเป็นคนสุดท้ายแน่ กิ้ว กิ้ว  แล้วก็เป็นอย่างที่คิด คุณลงมาเป็นคนสุดท้าย  แต่ไม่เป็นไร   เดี๋ยวเค้าจะกิน (อีกรอบ) เป็นเพื่อนคุณเอง

ไม่ว่าจะกินกี่ครั้ง กี่รอบ ก็ยังคงตักแต่ขนมปังชุบไข่เนี่ย  กินไม่เบื่อเลย กลับไป ไปทำกินบ้างดีกว่า

 

 

รีบกินรีบอิ่ม แล้วขึ้นไปเก็บกระเป๋าต่อ  เพราะตอนนี้ใกล้สิบโมงเข้าไปทุกที.........ที่ต้องเร่งออกสิบโมงก็เพราะ กลัวรถจะติด  ตอนขึ้นเรือนั่นแหล่ะ

 

บ๊ายบาย อามะลิ

..

 

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดไว้จริงๆ  รถติดยาวเหยียด ทั้งบนทางชัน และทางลาด  ติดแหง่ก แหง่ก  ตำรวจปล่อยให้รถวิ่งในเลนสวนได้  รถก็เลยไปติดแหงกอยู่หน้าท่าเรือแรก  ทำให้พวกที่จะไปท่าเรือที่สองติดแหงกอยู่กับที่  ซึ่งนั่นก็รวมพวกเราด้วย   แล้วอยู่ดีๆ ก็เกิดไฟลัดวงจรในรถ   วิทยุดับ อดฟังเพลงเลย ...

ร้อนๆ เงียบๆ จอดนิ่งอยู่พักใหญ่ๆ คุณก็เริ่มตัวสั่น  ไม่ใช่เจ้าเข้าหรอกนะ  แต่เพราะปวดฉี่นั่นเอง ก็เล่นกินน้ำเข้าไปซะเยอะขนาดนั้น  ไม่ปวดตอนนี้ก็คงต้องไปปวดบนเรืออยู่ดี

ทนๆ อยู่ได้ไม่เท่าไหร่  คุณก็เปิดรถ ลงเดินตากแดดหาห้องน้ำที่ใกล้ที่สุด  เดินลงไปเรื่อยๆ ตามทางชัน ไม่นานก็เจอห้องน้ำของชาวบ้านแถวนั้น  สะอาดใช้ได้  หยิบเหรียญสิบ ส่งให้คุณยายเจ้าของบ้านที่นอนพลิกตัวไปมา สบายอารมณ์ อยู่บนแคร่ 

ตอนนี้รถก็ยังคงติดอยู่  คุณเลยเสนอให้ไปนั่งรอที่ร้านขายน้ำแถวนั้น  แต่เราไม่เห็นด้วย เพราะกินน้ำมาก เดี๋ยวก็ปวดฉี่อีก  ก็เลยไปนั่งอยู่ริมขอบท่าเรือ  รอเพื่อนๆ กระดึ๊บมาสอยเราสองคนไป........อากาศร้อนมาก  แดดส่องเข้าตาจนอยากหลับแล้วร่วงลงไปนอนในน้ำจริงๆ

รออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง  รถเพื่อนๆก็มาถึง  พอโดดขึ้นรถ ก็เห็นเพื่อนกำลังหงุดหงิดตำรวจที่มาโบกรถ "บอกว่าไม่มาท่านี้ ยังจะโบกให้มาท่านี้อยู่ได้  ติดเลย แ-่ง - ัด"  อุณหภูมิความร้อนเพิ่มสูงขึ้นไปอีก 

พี่ที่ขับรถก็เลยไม่รอให้ตำรวจโบกอีก  แต่หาทางขับไปเองจนได้  พอหลุดจากวงเวียนรถติด  ถนนก็โล่งทันที ไม่มีรถสักคัน   ไปถึงท่าเรือที่สองอย่างรวดเร็ว  พวกที่ติดอยู่ท่าเรือที่หนึ่ง  คงเป็นคนที่จะมาขึ้นท่าเรือที่สองเหมือนกับเราเยอะเหมือนกัน

ถึงท่าเรือเซ็นเตอร์พ้อย ก็ต้องจอดรถ รอเรือเทียบท่าอีก  กว่าเรือจะเข้าเทียบท่า ใช้เวลาเป็นชั่วโมง  เสื้อเปียกเหงื่อไปหมดแล้ว  พอเรือลำแรกเทียบท่าแล้ว  คนมาจากไหนก็ไม่รู้  มาต่อคิวขึ้นเรือกันเพียบ  เหมือนอั้นมานาน  

เรือปล่อยให้คนเดินเท้าขึ้นเรือไปก่อน  ส่วนพวกขับรถมา  ให้ขึ้นเรือทีหลัง  ซึ่งนั้นก็หมายถึงจำนวนเก้าอี้ที่มีจำนวนจำกัดอีกแล้ว  ถ้าได้ขึ้นไปอาจจะไม่มีที่นั่ง  พวกเราก็เลยจอดรอเรือลำที่สอง  ที่กำลังจ่อตูดรอเทียบท่าอยู่เช่นกัน

โชคดีที่ได้ขึ้นลำที่สอง สบาย ไม่แน่น ไม่ต้องรอ แถมได้นั่งด้วย 

 

บ๊ายบาย เกาะช้าง 

 

 ในที่สุดก็ถึงฝั่ง แต่ยังไม่จบเรื่องการเดินทางของพวกเรา  เพราะต้องตามผู้ปกครองไปแวะหาดเจ้าหลาว  ผู้ปกครองบอกว่า  สั่งอาหารทะเลไว้เยอะ อยากให้อยู่กินกันก่อน  ....พวกเราปรึกษาักันแล้วว่า ไม่รีบ ถึงสักบ่ายๆ กินเสร็จก็เดินทางสักสามโมงก็ยังทัน

ก็เลยขับรถตามผู้ปกครองไปเรื่อยๆ   ขับวนไปวนมา   เริ่มรู้สึกว่า ทำไมหาดเจ้าหลาวไกลจัง  ต้องสวยมากแน่ๆ เพราะไกล 

ขับไปสักพักรถผู้ปกครองก็จอด   ............"ตอนนี้เราหลงทางกันแล้ว"  "เอ้า"  ต้องตั้งต้นใหม่  ท้องก็เริ่มหิว  จะแวะกินระหว่างทางก็ไม่ได้ เพราะมีอาหารทะเลมากมายรออยู่  พวกเราต้องอดทน  ..............และ  ในที่สุดก็ถึงหาดเจ้าหลาวประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ   ลงจากรถพร้อมกับความหิวเต็มอัตรา  หิวจนสามารถกินปลาโลมาได้เลย  

แต่ก็ต้องนั่งรอ  รีสอร์ทยังไม่ได้เตรียมอะไรไว้เลย  พนักงานเพิ่งจะเดินงงๆ  หาเตามาก่อ  เดินวนไปวนมาเหมือนจะหาฟืนไฟ  พวกเราก็นั่งมองว่า  จะเริ่มก่อไฟเมื่อไหร่   ....................รอจนรู้สึกว่า   สมควรแก่เวลาที่จะขอตัวลากลับไปพร้อมกับความหิว  ไปหากินเอาดาบหน้าก็แล้วกัน ...........

คิดได้ดังนั้น  พวกเราทั้งหมดก็โดดขึ้นรถ  ..........ผู้ปกครองไม่ได้ว่าอะไร  เพราะอาหารช้าจริงๆ   ขับไปเจอป้ายครัวชลิต  ก็เลยแวะเข้าไป  บรรยากาศบ้านตุ้มดีเชียว  แต่พอเข้าไปในร้าน  เด็กดูไม่ค่อยอยากขายของ  พวกเราก็เลยยอมทนหิว  ขับออกไปหาอะไรกินระหว่างทางดีกว่า

ขนมในรถเริ่มถูกนำมาแจกจ่าย เพื่อประทังความหิว  อารมณ์นี้ ได้โค้กเย็นๆสักขวดนะ  "แจ๋วไปเลย"  พอรู้สึกแบบนี้ปั๊บก็เริ่้มมองหาเซเว่น  แต่ริมทางที่เห็นมีแต่ต้นไม้ที่เพิ่งถูกเผา  และถนนสีแดงๆ 

ดีนะที่พี่ขับรถเร็ว  ก็เลยออกจากถนนเปลี่ยวผู้คน  มาเจอถนนหลักได้เร็ว  เริ่มมีป้ายร้านต่างๆ "เปี๊ยกไดนาโม"  "ลำยองล้างแอร์" "สมศักดิ์ปะยาง"  "มะปรางเสริมสวย"   ใกล้ละ  ชื่อเริ่มเป็นผลไม้แล้วหล่ะ  ก็เลยมีกำลังใจขับหากันต่อไปเรื่อยๆ 

แล้วก็เจอร้านริมทาง  มืดๆ เงียบๆ ใหญ่ๆ  ก็เลยเลี้ยวขวับเข้าไปจอดหน้าร้านทันที  เด็กในร้านรีบเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ผิดกับร้านอื่นๆ   ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น  รีบสั่งอาหารอย่างรวดเร็ว  และอาหารก็มาอย่างรวดเร็วเช่นกัน  รสชาติอร่อยใช้ได้ให้สี่ดาว  บริการให้ห้าดาวไปเลย  ความสะอาดให้สี่ดาว 

อาหารสั่งไปเยอะมากๆๆ ตามสัดส่วนความหิว  ยิ่งหิวยิ่งสั่ง  กินเสร็จเก็บเงินพันกว่าบาท  คุ้มจริงๆ   ก่อนเดินทางก็ต้องเข้าห้องน้ำให้เรียบร้อยกันก่อน   ทางเดินเป็นระแนงไม้ทอดยาว   ระหว่างทางมีรูปวัด  มีรูปพระ  มีตู้ปลา  มีกรงนกขุนทอง  สุดทางหน้าห้องน้ำเป็นกรงนกยูง  บรรยากาศมืดๆ  ไม้ๆ  เก่าๆ 

บรรยากาศแบบนี้  มันต้องมี .............................

 

 

 

ต้องมี.............

 

 

 

 

 

 

จิ้งจกแน่ๆๆๆ  ว่าแล้วก็เป็นอย่างที่คิด จิ้งจกเพียบเลย  บนเพดาน ข้างผนัง  และ ที่พื้น  จิ้งจกที่นี่แปลกมากวิ่งตามพื้น  แถมไม่ได้วิ่งแค่ตัวเดียว  มันวิ่งกันขวักไขว่  อ๊าก แล้วจะฉี่ยังไงหล่ะนี่   ตอนแรกไม่ได้ปวดฉี่   แต่พอคิดว่า เดี๋ยวก็จะได้เข้าห้องน้ำแล้ว   สมองก็สั่งให้ปวดฉี่เฉยเลย

คนอื่นๆ ฉี่ได้ไม่มีปัญหา  มีปัญหาที่เราคนเดียว  จนพี่ในกลุ่มต้องมาไล่ให้  พอจิ้งจกวิ่งไปหมดแล้ว  "เข้ามาได้แล้ว" พี่คนนั้นเรียก   "เดี๋ยวๆ นั่นอะไรอ่ะ"  เราชี้นิ้วไปที่ก้องดำๆ ที่อยู่ตรงผนังมุมห้องน้ำ

พี่ก็เขี่ยๆ  "อ๋อ ไม่มีอะไร แค่ศพจิ้งจกหน่ะ" 

"อ๊า  แค่เหรอ ...ไม่ฉ่ง ไม่ฉี่มันแล้ว" แล้วก็วิ่งกระโดดๆ  หลบจิ้งจกตามพื้น  ไปขึ้นรถทันที 

 

 

....

ร้านนี้ ทุกอย่างดีหมด  ยกเว้นความปลอดภัย  "เราให้ 0 ดาว"

 

 

 

 

 

 

 

ปิดท้าย....

ทริปนี้สนุกมาก  อาจจะมีทุลักทุเลไปบ้าง แต่ก็รู้สึกดี ทั้งเพื่อนเก่าและเพื่อนใหม่  หรือแม้แต่ความกรุณาของผู้ปกครองทุกท่าน  ทุกอย่างล้วนมีความประทับใจแฝงอยู่ในทุกรายละเอียด ..........ทำให้เที่ยวเกาะช้างสนุกมาก

กลับไปวันแรก

Creative Commons License